9 ปรัชญาความรักที่คนมักเข้าใจผิด ตอนที่ 5

8. “ชอบคนธรรมดาหรือว่าชอบคนพิเศษ”
เพื่อนๆเคยหรือพอจะคุ้นๆมั๊ยครับ ใครคนนึงที่เรารู้สึกว่าเค้าอยู่สูงจากจุดที่เรายืนอยู่ ดูเป็นไปไม่ได้ด้วยซ้ำกับเรา แต่พอมารู้เรื่องราวหรือได้สัมผัสด้วยตัวเองกลับพบว่าเค้าคนนั้น “ธรรมดา” มากๆ หรืออีกกรณีเช่นได้รู้จักคนโคตรธรรมดาคนนึงที่พอคุยแล้ว ได้รู้วิธีคิด การใช้เหตุผล รสนิยมต่างๆ แล้วถึงกับต้องเปลี่ยนความคิดว่า “แหม่! ไม่ธรรมดาซะจริงๆ”

ถ้าเพื่อนๆเคยเจอหรือคุ้นๆกับเหตุการณ์เหล่านี้ ผมขอแสดงความยินดีครับที่เพื่อนๆยังพอมีทักษะในการสัมผัสและเรียนรู้ผู้คน นั่นแปลว่าเราสนใจที่จะสอดส่องชีวิตใครคนนึงด้วยความใส่ใจในรายละเอียด ทีนี้มาดูกันครับว่า “ธรรมดา” กับ “พิเศษ” ที่เราได้เจอนั้นมันคืออะไร ทำไมสิ่งที่เห็นกับสิ่งที่เป็นมันถึงได้แตกต่างกันนัก ความจริงแล้วมันเป็นเรื่องของการกำหนดตำแหน่ง (Position) ที่เกิดจากมุมมองของเราเท่านั้นเองครับ เรามองใครก็มักจะประเมินและวางเค้าไว้อีกจุดหนึ่ง และตัวเราเองมองตัวเองก็จะวางตัวเราเองไว้อีกจุดหนึ่ง ความแตกต่างของจุดสองจุดคือขนาดของ “ความเป็นไปไม่ได้” (Impossible) ซึ่งเรามักจะเปรียบเทียบชีวิตเค้าจากภาพลักษณ์ (Image) กับชีวิตจริงของตัวเรา (Reality) ซึ่งถ้าจะว่ากันตามตรรกะแล้วสองสิ่งนี้มันเอามาเทียบกันในสมการไม่ได้นะครับ (เคยเห็นคนชีวิตดีที่เป็นหนี้บัตรและกลับบ้านกินมาม่า กับคนชีวิตไม่ค่อยดีแต่มีเงินเก็บบ้างมั๊ยครับ) การประเมิน (Evaluate) นี้เกิดขึ้นในความคิดของเราเท่านั้น ในความเป็นจริงไม่ได้มีใครกำหนดราคาหรือติดป้ายมูลค่าของใครไว้ที่หน้าผาก

จึงไม่แปลกที่เรามักจะรู้สึกแปลกเมื่อสิ่งที่เราคิดนั้นไม่เป็นไปตามความคาดหวังที่ได้คุยกับคนที่เราคิดว่าเค้าพิเศษสำหรับเรา หรือกลับรู้สึกประทับใจเมื่อได้สัมผัสกับคนที่เราคิดว่าเค้าธรรมดาเมื่อเค้ากลับมีความพิเศษ สิ่งที่ผมอยากจะสื่ออย่างชัดเจนในข้อนี้คือ “ไม่มีความธรรมดาหรือความพิเศษอะไรหรอกครับ” ถ้าคุณชอบคือคุณชอบ ถ้าคุณไม่ชอบคือคุณไม่ชอบ ว่ากันไปตามธรรมชาติของตัวคุณและธรรมชาติของตัวเค้า หลายครั้งมีเพื่อนๆที่หวังดีมักจะแนะนำผมว่า “โสดๆมานานอย่าง ทำไมไม่ลองมองคนธรรมดาดูบ้างละ ชอบมองแต่คนสวยๆ” และทันทีที่ได้ยินประโยคแบบนี้ผมก็มักสวนกลับไปด้วยความตะหงิดๆในใจว่า “แล้วอะไรคือธรรมดา อะไรคือพิเศษ” (และคิดในใจด้วยว่า แล้วใครไม่ชอบคนสวย และคนสวยที่ไม่ธรรมดาไม่มีหรือไง ทำไมต้องกำหนดมูลค่าใครด้วย?) ผมเจอคนสวยที่ความจริงแล้วธรรมดาก็เจอมามากมาย ผมเจอคนหน้าตาบ้านๆที่อยู่กันลำพังแล้วน่ารักที่สุดในโลกก็เคยเจอ และผมก็ไม่ได้บอกว่าคนสวยหรือคนหน้าตาบ้านๆ แบบไหนจะมีมูลค่ามากกว่าแบบไหน

เพราะฉะนั้นผมจึงไม่โอเคที่ใครจะพูดเพื่อกำหนดราคาใครว่าใครธรรมดาใครพิเศษ เพราะทุกคน Limited Edition มีเพียงคนเดียวจากเจ็ดพันสี่ร้อยล้านคน มองหาคนที่ใช่จริงๆเถอะครับ มันไม่เกี่ยวว่าพิเศษหรือธรรมดา มันเกี่ยวที่ว่า “คุณจะหาคนธรรมดาที่พิเศษสำหรับคุณเจอหรือไม่” เท่านั้นเอง (ถ้าชีวิตนี้คุณไม่ได้ตั้งใจจะเข้าสายบวชในบั้นปลายชีวิต การได้พบเจอคนธรรมดาที่พิเศษเรียกว่าเป็นสิ่งหนึ่งที่ควรทำก่อนตาย)

9 ปรัชญาความรักที่คนมักเข้าใจผิด ตอนที่ 2

3. “ให้โอกาสเค้า เผื่อว่ารักของเราจะดีขึ้น”
เรื่องนี้คงเหมือนภาคต่อของข้อสอง หลายครั้งที่ผมเห็นเพื่อนเสียอกเสียใจ โอ๊ยยยยจะเลิกอย่างงั้นอย่างงี้ เค้าทำให้ชีวิตเราพัง ทำชีวิตเราแย่ ฟังเพลงเศร้ายิ่งสะใจ กูนี่แหละเหยื่อของความรัก บลาๆๆๆ ผ่านไปไม่ถึงสัปดาห์ โพสต์รูปคู่ลงโซเชียล สร้างฉากบอกกับโลกถึงความน่ารักในการขอคืนดี ดูโรแมนติคดูมีความสุข แล้วเดี๋ยวมันก็กลับมาเลิกกันอีก พอไปไม่รอดจริงๆก็เหมาด่าความรัก แต่ไม่นานนักก็มีแฟนใหม่ วนๆซ้ำๆ …

แล้วความรักคืออะไรครับ? ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งนะครับกับการให้โอกาสคนผิดได้พิสูจน์ตัวเอง ถ้านั่นจะเป็นการทำให้เค้าปรับปรุงตัวใหม่ ทำในสิ่งที่ถูกต้อง (ต้องแน่ใจนะครับว่าสิ่งที่ต้องการให้เค้าปรับปรุงมันคือสิ่งที่ถูกต้อง ไม่ใช่แค่การปรับเพื่อให้ถูกใจเรา) จากข้อสองผมเน้นย้ำเรื่องของ “ธรรมชาติของคน” ธรรมชาติคือธรรมชาติครับ มันคือสิ่งที่ถูกฝึกและสะสมมาตั้งแต่เป็นเด็ก เรื่องราวที่ผ่านมาของแต่ละคนแตกต่างกัน คนบางคนเติบโตมาในครอบครัวที่ขาดความอบอุ่นก็จะตามหาความอบอุ่น คนบางคนเติบโตมาในครอบครัวที่อบอุ่นก็อาจจะไม่ได้โหยหาความอบอุ่นแต่โหยหาเรื่องความสำเร็จหรือแม้แต่เรื่องอื่นๆ นิสัยของแต่ละคนถูกเก็บสะสมมาเรียกว่า ประสบการณ์เก่า (Background) ซึ่งไม่มีใครสามารถที่จะเปลี่ยนใครได้หรอกครับ “ถ้าเจ้าตัวไม่ได้คิดที่จะเปลี่ยนอะไร”ผมจึงจบข้อนี้ด้วยความจริงใจที่จะบอกว่า “คุยกับคนเดิมคุณก็จะได้เรื่องเดิม” ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมหรอกครับ อย่าเสียเวลา..

4. “เลวหรือดี”
คน… คือสิ่งมีชีวิตที่มีสมองส่วนคิด แต่ก็มักจะแพ้สมองส่วนสัญชาตญาณ เราพยายามคุยกันที่เหตุผลแต่เราก็มักจะพังเพราะอารมณ์เสมอ และสมองของเรามักมีนิสัยอย่างหนึ่ง มันชอบตัดสินว่าอะไรดีและอะไรเลวกับเรา เพื่อรักษาเราให้อยู่ในสภาวะที่ปลอดภัย แต่ทว่า… “ต่อให้รู้ว่าอะไรที่เลวกับเรา แต่เราก็ยังไปรักมัน” และเราก็รู้สึกอึดอัด นั่นเพราะการทำงานของสมองสองส่วนทำงานขัดกันครับ สมองส่วนคิดกับสมองส่วนสัญชาตญาณมันไม่ได้ลงเรือลำเดียวกันซะแล้ว จึงส่งผลให้ร่างกายเกิดความอึดอัด สารเคมีในสมองถูกหลั่งออกมามากมาย เหมือนคุณผสมน้ำแดงกับโซดาและมีเหล้าติดมานิดๆ มึนซิครับ

ผมเกริ่นนำหัวข้อนี้ซะยาวก็เพื่อนำคุณเข้ามาสู่โลกของการคิดตัดสินของสมองของคุณครับ อย่างที่เรียนให้ทราบว่ามีคนบนโลกอยู่เจ็ดพันสี่ร้อยล้านคน เราไม่สามารถแบ่งได้หรอกครับว่ามีคนดีกี่คนและมีคนเลวกี่คน เพราะถ้าให้เราทุกคนเขียนความดีและความเลวของตัวเองจริงๆลงในกระดาษอย่างละ 10 ข้อ ผมก็เชื่อว่าทุกคนจะเขียนได้ครบทั้งความดีและความเลว (ถ้าคุณเขียนความเลวได้มากกว่าความดี แนะนำว่าให้เปลี่ยนแปลงตัวเองโดยด่วน เว้นแต่ว่าคุณรู้สึกโอเคกับมัน) เห็นไหมครับว่าเราทุกคนมีทั้งความดีและความเลวอยู่ในตัวเราเองทั้งสิ้น

ดังนั้นการที่เราเป็นคนดีที่ชี้หน้าด่าคนอื่นว่าเลว เค้าเลวแบบนี้ ทำให้ชีวิตเราเป็นแบบนี้ ชีวิตเราต้องพังทลาย จิตใจสูญสลาย เพราะเค้าเป็นคนเลว เราพลาดที่เผลอไปคบคนเลว ผมคิดว่านั่นคือทัศนคติที่ผิดที่สุดนะครับ เค้าทำเลวกับเรานั่นเป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นครับ (ในที่นี้ขออนุมานคำว่าเลวคือเลวจริงๆก่อนนะครับ) เค้าเลวกับเรา ส่งผลให้เราได้รับความสูญเสีย อันนี้เข้าใจได้ แต่เพราะเราสูญเสีย ชีวิตของเราจึงพังทลาย อันนี้ผมไม่ค่อยเห็นด้วย เพราะชีวิตเราก็คือชีวิตของเราครับ ไม่มีใครจะมาพังชีวิตเราได้นอกเสียจากเราเองที่ยอมเป็นเหยื่อของความผิดพลาดที่เกิดขึ้น และปิดบังความอ่อนแอของตัวเองไว้ด้วยการฝากความเลวความรับผิดชอบไว้ที่ใครอีกคน … (ผมเคยเห็นคนคนหนึ่งที่ถูกตีตราว่าเป็นคนเลว เป็นสามีที่เลว แต่เค้าก็ไม่เคยจากครอบครัวไปไหน และก็ยังดิ้นรนทำมาหากินอยู่ คนๆนั้นคือพ่อผมเอง) เมื่อไหร่ก็ตามที่มีคนทำไม่ดีกับเรา ผมขอให้นึกไว้เสมอๆครับว่า “No body perfect!” ถ้าไปกันไม่ได้ก็แยกย้าย ไม่เห็นต้องตีตราใครว่าดีหรือเลว เพราะคุณไม่รู้ได้แน่ชัดหรอกครับว่าคนๆนั้นเค้าเคยผ่านอะไรมา