9 ปรัชญาความรักที่คนมักเข้าใจผิด ตอนที่ 6

9. “ถึงกูจะเจ็บแต่กูก็ยอม เพราะกูรักมัน!”
บ้ามากๆ! เป็นความสุดโต่งและเป็นคนที่ไม่รักตัวเองอย่างที่ไม่น่าให้อภัย! คุณคิดว่าความรักต้องทุ่มเท ต้องยอมทนกับความเจ็บปวดเพื่อพิสูจน์ว่านี่คือรักแท้อย่างนั้นหรอครับ ผิดแล้วละ! แท้จริงแล้วคนถูกดีไซน์ด้วยธรรมชาติ ซึ่งถ้าศึกษาตามธรรมชาติของคนแล้ว คนไม่ได้มีฟังก์ชั่นรับความทุกข์ซ้ำซากหรือถูกพันธนาการด้วยความรู้สึกอะไรที่มากและนานขนาดนั้น คนคือสิ่งมีชีวิตที่มีสมองส่วนหน้า สามารถจินตนาการได้ล่วงหน้าด้วยเหตุและผล การบาดเจ็บทางใจแต่ก็ทนจึงไม่ใช่วิถีธรรมชาติที่คนควรจะทำ ร่างกายทุกร่างกายจะมีสมอง และในสมองส่วนที่ลึกที่สุดจะมี “แกนสมอง” อยู่ครับ ซึ่งหน้าที่ของมันคือการรักษาร่างของเจ้านายมันไม่ให้ “ตาย” มันจะควบคุมระบบหายใจ ระบบการเต้นของหัวใจ ระบบขับถ่าย มันต้องการให้คุณอยู่ไปนานๆ เพราะถ้าคุณตายมันก็ตายด้วย (เจ้าแกนสมอง! ตกลงรักกูหรือรักตัวเองกันแน่) และแกนสมองจะแบ่งหน้าที่ให้สมองส่วนอื่นๆได้ทำงานด้วย เช่น อมิกดาล่าที่คอยดูแลเรื่องความปลอดภัยของเรา หรือแม้แต่สมองส่วนหน้าที่ช่วยให้เราคิดด้วยเหตุผลว่าอะไรควรอะไรไม่ควร

แต่ก็แปลกนะครับที่คนบางคนไม่ยอมคิดอะไร รักไปเจ็บไปไม่ลืมหูลืมตา สมองมันรักร่างกายเรามันทำทุกอย่างเพื่อให้เราไม่ตาย แต่หารู้ไม่ว่าเจ้าของร่างที่มีจิตใจเห็นแก่ตัวกำลังจะตายเพราะผิดหวังในความรักจากใครอีกคน ร่างกายของเรา ชีวิตของเรา ความสุขและความทุกข์คือทางเลือก ถ้าเราเลือกที่จะทุกข์เราก็จะทุกข์ ถ้าเราเลือกที่จะสุขเราก็สุข มันก็เท่านั้น

ถ้าถามผมว่าผมมีความทุกข์มั๊ย? การสลัดความทุกข์มันง่ายขนาดนั้นเลยหรอ? ผมตอบเลยครับว่ามันไม่ง่ายหรอกครับ ผมเองก็มีความทุกข์ แต่สิ่งที่ธรรมชาติให้เรามาแต่กำเนิดคือ “สติ” ถ้าระลึกได้บ่อยๆ ความทุกข์ก็จะน้อยลงทันที ดังที่เคยมีบทกล่าวของหลวงพ่อท่านหนึ่งว่า “รู้ลม กรรมดับ” หมายถึง เมื่อใดที่เรามีสติ กรรมต่างๆก็จะหยุดไปในทันที กรรมเกิดจาก 3 อย่าง ได้แก่ มโนกรรม (Thought) วจีกรรม (Word) กายกรรม (Action) ทันทีที่คุณมีสติ ระลึกรู้ถึงลมหายใจ กรรม 3 ทางนี้ก็จะหายไปทันที ผมลากเข้าธรรมะซะยาว ความจริงต้องการบอกคุณว่า ชีวิตของเราถ้าเราไม่รักตัวเราเอง แล้วเราจะรักคนอื่นได้อย่างไร ถ้าเราไม่ปกป้องความสุขของตัวเอง แล้วเราจะปกป้องความสุขของคนที่เรารักได้อย่างไร ทุกวันนี้ผมยังโสด เพื่อนๆของผมมีลูกกันหมด ผมเองก็อยากมีลูก ผมก็คิดนะครับว่า “ถ้ากูยังเป็นพ่อที่ดีให้ตัวเองไม่ได้ แล้วกูจะเป็นพ่อที่ดีให้ลูกกูได้ยังไง”

ฉะนั้นผมอยากให้กำลังใจทุกคนนะครับว่าควรรักตัวเองให้มากพอและอย่า “รักตัวเองจนลืมตัวเอง” ไม่ว่าจะรักตัวเอง (เค้า) จนลืมตัวเอง (เรา) หรือไม่ว่าจะรักตัวเอง (เรา) จนลืมตัวเอง (เค้า) ก็ควรจัดสมดุลให้ดี

9 ปรัชญาความรักที่คนมักเข้าใจผิด ตอนที่ 5

8. “ชอบคนธรรมดาหรือว่าชอบคนพิเศษ”
เพื่อนๆเคยหรือพอจะคุ้นๆมั๊ยครับ ใครคนนึงที่เรารู้สึกว่าเค้าอยู่สูงจากจุดที่เรายืนอยู่ ดูเป็นไปไม่ได้ด้วยซ้ำกับเรา แต่พอมารู้เรื่องราวหรือได้สัมผัสด้วยตัวเองกลับพบว่าเค้าคนนั้น “ธรรมดา” มากๆ หรืออีกกรณีเช่นได้รู้จักคนโคตรธรรมดาคนนึงที่พอคุยแล้ว ได้รู้วิธีคิด การใช้เหตุผล รสนิยมต่างๆ แล้วถึงกับต้องเปลี่ยนความคิดว่า “แหม่! ไม่ธรรมดาซะจริงๆ”

ถ้าเพื่อนๆเคยเจอหรือคุ้นๆกับเหตุการณ์เหล่านี้ ผมขอแสดงความยินดีครับที่เพื่อนๆยังพอมีทักษะในการสัมผัสและเรียนรู้ผู้คน นั่นแปลว่าเราสนใจที่จะสอดส่องชีวิตใครคนนึงด้วยความใส่ใจในรายละเอียด ทีนี้มาดูกันครับว่า “ธรรมดา” กับ “พิเศษ” ที่เราได้เจอนั้นมันคืออะไร ทำไมสิ่งที่เห็นกับสิ่งที่เป็นมันถึงได้แตกต่างกันนัก ความจริงแล้วมันเป็นเรื่องของการกำหนดตำแหน่ง (Position) ที่เกิดจากมุมมองของเราเท่านั้นเองครับ เรามองใครก็มักจะประเมินและวางเค้าไว้อีกจุดหนึ่ง และตัวเราเองมองตัวเองก็จะวางตัวเราเองไว้อีกจุดหนึ่ง ความแตกต่างของจุดสองจุดคือขนาดของ “ความเป็นไปไม่ได้” (Impossible) ซึ่งเรามักจะเปรียบเทียบชีวิตเค้าจากภาพลักษณ์ (Image) กับชีวิตจริงของตัวเรา (Reality) ซึ่งถ้าจะว่ากันตามตรรกะแล้วสองสิ่งนี้มันเอามาเทียบกันในสมการไม่ได้นะครับ (เคยเห็นคนชีวิตดีที่เป็นหนี้บัตรและกลับบ้านกินมาม่า กับคนชีวิตไม่ค่อยดีแต่มีเงินเก็บบ้างมั๊ยครับ) การประเมิน (Evaluate) นี้เกิดขึ้นในความคิดของเราเท่านั้น ในความเป็นจริงไม่ได้มีใครกำหนดราคาหรือติดป้ายมูลค่าของใครไว้ที่หน้าผาก

จึงไม่แปลกที่เรามักจะรู้สึกแปลกเมื่อสิ่งที่เราคิดนั้นไม่เป็นไปตามความคาดหวังที่ได้คุยกับคนที่เราคิดว่าเค้าพิเศษสำหรับเรา หรือกลับรู้สึกประทับใจเมื่อได้สัมผัสกับคนที่เราคิดว่าเค้าธรรมดาเมื่อเค้ากลับมีความพิเศษ สิ่งที่ผมอยากจะสื่ออย่างชัดเจนในข้อนี้คือ “ไม่มีความธรรมดาหรือความพิเศษอะไรหรอกครับ” ถ้าคุณชอบคือคุณชอบ ถ้าคุณไม่ชอบคือคุณไม่ชอบ ว่ากันไปตามธรรมชาติของตัวคุณและธรรมชาติของตัวเค้า หลายครั้งมีเพื่อนๆที่หวังดีมักจะแนะนำผมว่า “โสดๆมานานอย่าง ทำไมไม่ลองมองคนธรรมดาดูบ้างละ ชอบมองแต่คนสวยๆ” และทันทีที่ได้ยินประโยคแบบนี้ผมก็มักสวนกลับไปด้วยความตะหงิดๆในใจว่า “แล้วอะไรคือธรรมดา อะไรคือพิเศษ” (และคิดในใจด้วยว่า แล้วใครไม่ชอบคนสวย และคนสวยที่ไม่ธรรมดาไม่มีหรือไง ทำไมต้องกำหนดมูลค่าใครด้วย?) ผมเจอคนสวยที่ความจริงแล้วธรรมดาก็เจอมามากมาย ผมเจอคนหน้าตาบ้านๆที่อยู่กันลำพังแล้วน่ารักที่สุดในโลกก็เคยเจอ และผมก็ไม่ได้บอกว่าคนสวยหรือคนหน้าตาบ้านๆ แบบไหนจะมีมูลค่ามากกว่าแบบไหน

เพราะฉะนั้นผมจึงไม่โอเคที่ใครจะพูดเพื่อกำหนดราคาใครว่าใครธรรมดาใครพิเศษ เพราะทุกคน Limited Edition มีเพียงคนเดียวจากเจ็ดพันสี่ร้อยล้านคน มองหาคนที่ใช่จริงๆเถอะครับ มันไม่เกี่ยวว่าพิเศษหรือธรรมดา มันเกี่ยวที่ว่า “คุณจะหาคนธรรมดาที่พิเศษสำหรับคุณเจอหรือไม่” เท่านั้นเอง (ถ้าชีวิตนี้คุณไม่ได้ตั้งใจจะเข้าสายบวชในบั้นปลายชีวิต การได้พบเจอคนธรรมดาที่พิเศษเรียกว่าเป็นสิ่งหนึ่งที่ควรทำก่อนตาย)

9 ปรัชญาความรักที่คนมักเข้าใจผิด ตอนที่ 4

7. “เวลาจะเยียวยาทุกสิ่ง”
ไม่จริงครับ ฮ่าๆๆ ผมขออนุญาตเริ่มบทนี้ด้วยคำตอบตีแสกหน้าแรงๆเลยว่าไม่จริง เวลาคือเวลาครับ เวลาไม่เคยช่วยอะไร เวลาเป็นเพียง Scale ที่ใช้วัดความนานของสภาพความรู้สึกเท่านั้น มันไม่สามารถทำให้ดีขึ้นหรือแย่ลงได้ด้วยตัวของมันเอง หากแต่สิ่งที่เยียวยาเราได้คือ “สิ่งแวดล้อม” (Surrounding) รอบตัวเราต่างหาก

คุณลองนึกภาพตามผมนะครับ ให้คุณอยู่กับสิ่งแวดล้อมที่มอบความสุขสมปราถนา 1 ปีเต็ม และให้คุณอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่มีแต่ความทุกข์ระทมแสนสาหัส 1 ปีเต็มเช่นกัน คุณว่าเวลา 365 วันเท่ากันนี้ ครบกำหนดเวลา 1 ปี ทัศนคติของคุณจะแตกต่างกันมากขนาดไหน!! เมื่อไหร่ก็ตามที่คุณเสียใจ คุณต้องการการเยียวยาหัวใจ ผมขอแนะนำว่าให้คุณ “ค่อยๆ” เปลี่ยนสิ่งแวดล้อมของคุณ ผมไม่ได้หมายถึงว่าให้คุณออกไปตัดหญ้า ปลูกต้นไม้ ลอกท่อระบายน้ำ เปลี่ยนสีห้องนอนหรืออะไรแบบนั้นนะครับ (แต่ความจริงผมเองก็ทำแบบนั้นนะครับ มันช่วยผมได้มากเลยละ) คุณอาจเริ่มจากการเปลี่ยนรูปแบบของการดำเนินชีวิต เช่น ออกกำลังกายเพื่อให้ตัวเองดูดีจนเค้าต้องเสียดายคุณ (ตัวอย่างมีมากมายในพันธุ์ทิพย์นะครับ) การเริ่มอ่านหนังสือดีๆ หรือการเริ่มจริงจังกับความฝันและเป้าหมายของชีวิต และไม่ใช่แค่เพิ่มสิ่งเหล่านี้นะครับ แต่คุณต้องรู้จักตัดสิ่งที่เกี่ยวข้องกับเค้าออกด้วย บรรยากาศเดิมๆ สังคมที่คุณและเค้ารู้จัก ก็ไม่ใช่เลิกคบสังคมนั้นๆนะครับ แต่พักความสัมพันธ์ไว้ก่อน เพราะถ้าคุณเฝ้าแต่อยากรู้ความรู้สึกของเค้า คุณจะแอบหาทางจนคุณได้รู้ว่าเค้ารู้สึกอะไรกับคุณอยู่(ผ่านทางสังคมที่เคยเชื่อมเค้ากับคุณ) และไม่ว่าเค้าจะรู้สึกอะไรก็ไม่เป็นผลดีกับคุณอย่างแน่นอน ถึงเค้าจะคิดถึงคุณ คุณก็ทำอะไรไม่ได้ และถ้าเค้าไม่คิดถึงคุณ คุณกลับยิ่งรู้สึกเสียใจ ก็สู้ไม่รู้ซะเลยจะดีกว่า

และสำคัญที่สุดคือคุณต้องรู้จักจบ คิดให้จบจริงๆ จบขนาดที่เรียกว่า “กูจะไม่กลับมาคิดเรื่องนี้อีก” เพราะทุกอย่างได้คิดจนจบไปหมดแล้ว และเริ่มใช้เวลาที่แสนมีค่ากับเรื่องราว “ใหม่ๆ” ในชีวิต สิ่งแวดล้อมสำคัญมากครับ มันไม่มีผลทางตรงซะทีเดียว แต่พลังของสิ่งแวดล้อมนี่แหละครับที่หล่อหลอมให้คุณเป็นคุณ และมันทำงานแบบนี้มาตั้งแต่คุณยังเด็กๆแล้ว ถ้าคุณอยู่ในสิ่งรอบตัวที่มีแต่ความสุข ความอบอุ่น ความท้าทาย คุณจะไม่มีแม้แต่เวลามาเสียใจแม้ซักวินาทีเดียว! (หนึ่งวินาทีสำคัญขนาดไหน ให้ลองถามคนที่เพิ่งเสียคนรักไปเพราะเค้าช้าไปแค่วินาทีเดียว) จากนี้ขอให้ใช้ชีวิตอยู่กับสิ่งแวดล้อมที่ส่งคุณไปสู่ความฝันและเป้าหมาย ไม่ใช่สิ่งแวดล้อมที่ทำลายหรือทำให้คุณเสียเวลาเลยนะครับ “เวลาไม่ได้ช่วยเยียวยาอะไรหรอก สิ่งแวดล้อมเท่านั้นที่กำหนดทัศนคติของคุณ”

และขอเสริมอีกนิดครับ “ไม่ควรกำหนดเวลาเพื่อกดดันตัวเอง เพราะการที่เราก้าวไปข้างหน้า แม้มันจะทีละน้อยแต่มันก็คือความก้าวหน้าครับ”

9 ปรัชญาความรักที่คนมักเข้าใจผิด ตอนที่ 3

5. “ใครทำยังไงก็ได้อย่างนั้น”
ตลอดช่วงเวลาความโสดที่เป็นสุขของผม 9 ปีที่ผ่านมา มีเคสความรักเข้ามาปรึกษาผมเยอะมาก ผมเฝ้าดูและวิเคราะห์พื้นฐานนิสัยของคน มุมมองความคิด ไปจนถึงการตัดสินใจในสถานการณ์ต่างๆ และผมมักจะได้พบกับวลีเด็ดของกลุ่มคนที่ผิดหวัง เช่น “เวรกรรมมีจริง” “ใครทำยังไงก็ได้อย่างนั้น” เต็มไปด้วยความเครียดแค้น ตัดพ้อ ความโกรธ โมโห ทุกสิ่งอย่างมาเต็ม เรียกได้ว่าฆ่าได้คงฆ่ากันให้ตายไปข้าง และกลายเป็น “ความเกลียดชัง” (Disgust) ภายในใจของคนๆนั้น

ผมขอฉีกมุมมองนี้ออกไปซักนิดนะครับ ถ้าถามผมว่าเวรกรรมมีจริงมั๊ย ผมตอบว่ามีจริงครับ แต่ถ้าถามว่าเวรกรรมคืออะไร ผมคงตอบว่าคุณไม่ต้องเสียเวลาสวดคาถาสาปแช่งใดๆ หรือใช้อวิชชาให้ใครอีกคนต้องรู้สึกเจ็บปวดเหมือนที่เค้าทำให้คุณรู้สึกหรอกครับ เพราะเวรกรรมมันเกิดจากการกระทำ มันคือผลของการแสดงออกที่เกิดขึ้นจากนิสัยที่เป็นลักษณะเฉพาะตัว ถ้าแก่นของความเป็นคุณกับความเป็นเค้ามันเข้ากันไม่ได้ การแยกจากกันก็ถูกต้องแล้วนี่ครับ จะอยู่กันไปเพื่อทำร้ายหัวใจกันทำไม คุณอาจไม่พอใจในสิ่งที่เค้าเป็น(บางสิ่ง) อาจเป็นสิ่งเล็กๆที่ทำให้คุณกับเค้าต้องจากลากัน เกลียดกัน และคุณก็สาปส่งไปว่าเพราะสิ่งๆนั้นที่เค้าเป็น(และคุณไม่ชอบ) มันจะต้องส่งผลให้เค้าต้องชีวิตพังเหมือนที่เค้าเข้ามาพังชีวิตคุณในตอนนี้! (และบางกรณีก็พาลด่า “คนแบบนี้ก็เหมือนๆกันหมด!” คุ้นๆมั๊ยครับ) โอ้โห! ปาทิชชู่สิปัดโธ่! นี่มันแค้นฝังหุ่นชัดๆ น่ากลัวมาก ซึ่งผมจะบอกความลับให้ครับ ความจริงแล้วถ้าเค้าคนนั้นจะโดนกรรมตารมสนองนั่นไม่ใช่เพราะคุณอ้อนวอนให้เค้าต้องพบกฏแห่งกรรมหรอกครับ เพราะถ้ามันจะแค่นั้นคุณกับเค้าเคลียร์กันมันก็จบง่ายกว่า แต่ที่เค้าต้องไปเผชิญวิบากกรรมต่อนั่นก็เพราะว่า “นิสัย” ของเค้าครับ นิสัยไม่ดีที่มันทำให้คุณกับเค้าไปกันไม่ได้ ถ้ามันเป็นนิสัยที่ไม่ดีจริงๆ และไม่ดีกับคนอื่นด้วย คุณไม่ต้องสาปแช่งเค้าให้ร้อนใจตัวเองเปล่าๆหรอกครับ เพราะเค้าเองก็ไม่อาจอยู่บนโลกนี้ได้ด้วยนิสัยแย่ๆแบบนั้นอย่างมีความสุขอย่างแน่นอน “ไม่มีหรอกเวรกรรมตามที่คิดหวัง มีแต่ความพังเพราะการกระทำที่เกิดจากนิสัย”

6. “เข้าใจมั๊ยที่ฉันรู้สึกแบบนี้เพราะว่า…”
เคยมีวลีที่ว่า “คนเราชอบหาเหตุผลเพื่อมาอธิบายอารมณ์ตัวเอง” ผมเห็นด้วยล้านจุดเก้าเก้าเก้าเปอร์เซ็นต์ ซึ่งจะไม่ขออธิบายอะไรมากในข้อนี้นะครับ เราทุกคนมีสิ่งที่เผชิญกันมาแตกต่างกัน ระดับความทนทานต่อสถานการณ์ต่างๆก็ไม่เท่ากัน และสิ่งที่สำคัญที่สุดเหมือนคำสอนของพระพุทธเข้าที่กล่าวถึงเรื่อง “อิทัปปัจจยตา” หมายความว่า “ทุกเหตุการณ์ในโลกล้วนมีความจริงเพียงหนึ่งเดียว” การที่เราทุกข์เพราะความรัก นั่นเพราะเราเข้าไม่ถึงความจริงเหล่านั้น เช่น เราไม่รู้ว่าแฟนเราพูดโกหกเราอยู่หรือเปล่า และต่อให้เค้าพูดจริงเราก็ไม่เชื่อเค้าอยู่ดี แล้วแบบนี้หนทางแห่งความสุขจะอยู่ตรงไหน? เพราะถ้าอยู่ไปแบบนี้นานๆ ความหวาดระแวงในใจก็จะมากขึ้นเรื่อยๆ เหนื่อยไหมครับที่ต้องคอยหาเวลามาเคลียร์ความรู้สึกกัน ต้องคอยหาเหตุผลเพื่อมาอธิบายอารมณ์และความรู้สึกต่างๆ ต้องอยู่กับ “มโน” (คำที่หลายๆคนใช้กันอย่างติดปาก) คิดไปต่างๆนานา ว่าถ้าเป็นแบบนี้แล้วจะต้องเป็นแบบนั้น แล้วเดี๋ยวมันก็จะต้องออกมาเป็นแบบนี้ๆๆๆ ตามแต่ประสบการณ์ของคนๆนั้นจะสร้างตรรกะของตัวเองขึ้นมา (พอตรรกะไม่ตรงกันก็ยอมกันไม่ได้อีก) มีแต่คนปกป้องตัวเอง แต่ไม่มีคนวางดาบวางโล่แล้วคุยกันที่เหตุผลจริงๆ

ฉะนั้นสาระของข้อนี้คืออยากให้มองที่ความเป็นจริง เป็นกลาง แฟร์ทั้งกับเค้า และแฟร์กับใจของตัวเราเอง อย่าเพิ่งตัดสินจากความจริงเพียงด้านเดียว เราไม่จำเป็นต้องยัดอารมณ์เพื่อให้เค้าสมยอมในเหตุผลของเรา ระลึกไว้เถอะครับว่า “ทุกอารมณ์ซ่อนเหตุผล ทุกเหตุผลซ่อนอารมณ์” มองมันให้เป็นกลาง ขจัดอารมณ์ต่างๆที่ขวางการใช้เหตุและผล แม้แต่ในภาพยนตร์ที่เราชม ซีนอารมณ์กับซีนเหตุผลก็มักจะแยกแยะออกจากกันอย่างชัดเจนใช่ไหมครับ

9 ปรัชญาความรักที่คนมักเข้าใจผิด ตอนที่ 2

3. “ให้โอกาสเค้า เผื่อว่ารักของเราจะดีขึ้น”
เรื่องนี้คงเหมือนภาคต่อของข้อสอง หลายครั้งที่ผมเห็นเพื่อนเสียอกเสียใจ โอ๊ยยยยจะเลิกอย่างงั้นอย่างงี้ เค้าทำให้ชีวิตเราพัง ทำชีวิตเราแย่ ฟังเพลงเศร้ายิ่งสะใจ กูนี่แหละเหยื่อของความรัก บลาๆๆๆ ผ่านไปไม่ถึงสัปดาห์ โพสต์รูปคู่ลงโซเชียล สร้างฉากบอกกับโลกถึงความน่ารักในการขอคืนดี ดูโรแมนติคดูมีความสุข แล้วเดี๋ยวมันก็กลับมาเลิกกันอีก พอไปไม่รอดจริงๆก็เหมาด่าความรัก แต่ไม่นานนักก็มีแฟนใหม่ วนๆซ้ำๆ …

แล้วความรักคืออะไรครับ? ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งนะครับกับการให้โอกาสคนผิดได้พิสูจน์ตัวเอง ถ้านั่นจะเป็นการทำให้เค้าปรับปรุงตัวใหม่ ทำในสิ่งที่ถูกต้อง (ต้องแน่ใจนะครับว่าสิ่งที่ต้องการให้เค้าปรับปรุงมันคือสิ่งที่ถูกต้อง ไม่ใช่แค่การปรับเพื่อให้ถูกใจเรา) จากข้อสองผมเน้นย้ำเรื่องของ “ธรรมชาติของคน” ธรรมชาติคือธรรมชาติครับ มันคือสิ่งที่ถูกฝึกและสะสมมาตั้งแต่เป็นเด็ก เรื่องราวที่ผ่านมาของแต่ละคนแตกต่างกัน คนบางคนเติบโตมาในครอบครัวที่ขาดความอบอุ่นก็จะตามหาความอบอุ่น คนบางคนเติบโตมาในครอบครัวที่อบอุ่นก็อาจจะไม่ได้โหยหาความอบอุ่นแต่โหยหาเรื่องความสำเร็จหรือแม้แต่เรื่องอื่นๆ นิสัยของแต่ละคนถูกเก็บสะสมมาเรียกว่า ประสบการณ์เก่า (Background) ซึ่งไม่มีใครสามารถที่จะเปลี่ยนใครได้หรอกครับ “ถ้าเจ้าตัวไม่ได้คิดที่จะเปลี่ยนอะไร”ผมจึงจบข้อนี้ด้วยความจริงใจที่จะบอกว่า “คุยกับคนเดิมคุณก็จะได้เรื่องเดิม” ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมหรอกครับ อย่าเสียเวลา..

4. “เลวหรือดี”
คน… คือสิ่งมีชีวิตที่มีสมองส่วนคิด แต่ก็มักจะแพ้สมองส่วนสัญชาตญาณ เราพยายามคุยกันที่เหตุผลแต่เราก็มักจะพังเพราะอารมณ์เสมอ และสมองของเรามักมีนิสัยอย่างหนึ่ง มันชอบตัดสินว่าอะไรดีและอะไรเลวกับเรา เพื่อรักษาเราให้อยู่ในสภาวะที่ปลอดภัย แต่ทว่า… “ต่อให้รู้ว่าอะไรที่เลวกับเรา แต่เราก็ยังไปรักมัน” และเราก็รู้สึกอึดอัด นั่นเพราะการทำงานของสมองสองส่วนทำงานขัดกันครับ สมองส่วนคิดกับสมองส่วนสัญชาตญาณมันไม่ได้ลงเรือลำเดียวกันซะแล้ว จึงส่งผลให้ร่างกายเกิดความอึดอัด สารเคมีในสมองถูกหลั่งออกมามากมาย เหมือนคุณผสมน้ำแดงกับโซดาและมีเหล้าติดมานิดๆ มึนซิครับ

ผมเกริ่นนำหัวข้อนี้ซะยาวก็เพื่อนำคุณเข้ามาสู่โลกของการคิดตัดสินของสมองของคุณครับ อย่างที่เรียนให้ทราบว่ามีคนบนโลกอยู่เจ็ดพันสี่ร้อยล้านคน เราไม่สามารถแบ่งได้หรอกครับว่ามีคนดีกี่คนและมีคนเลวกี่คน เพราะถ้าให้เราทุกคนเขียนความดีและความเลวของตัวเองจริงๆลงในกระดาษอย่างละ 10 ข้อ ผมก็เชื่อว่าทุกคนจะเขียนได้ครบทั้งความดีและความเลว (ถ้าคุณเขียนความเลวได้มากกว่าความดี แนะนำว่าให้เปลี่ยนแปลงตัวเองโดยด่วน เว้นแต่ว่าคุณรู้สึกโอเคกับมัน) เห็นไหมครับว่าเราทุกคนมีทั้งความดีและความเลวอยู่ในตัวเราเองทั้งสิ้น

ดังนั้นการที่เราเป็นคนดีที่ชี้หน้าด่าคนอื่นว่าเลว เค้าเลวแบบนี้ ทำให้ชีวิตเราเป็นแบบนี้ ชีวิตเราต้องพังทลาย จิตใจสูญสลาย เพราะเค้าเป็นคนเลว เราพลาดที่เผลอไปคบคนเลว ผมคิดว่านั่นคือทัศนคติที่ผิดที่สุดนะครับ เค้าทำเลวกับเรานั่นเป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นครับ (ในที่นี้ขออนุมานคำว่าเลวคือเลวจริงๆก่อนนะครับ) เค้าเลวกับเรา ส่งผลให้เราได้รับความสูญเสีย อันนี้เข้าใจได้ แต่เพราะเราสูญเสีย ชีวิตของเราจึงพังทลาย อันนี้ผมไม่ค่อยเห็นด้วย เพราะชีวิตเราก็คือชีวิตของเราครับ ไม่มีใครจะมาพังชีวิตเราได้นอกเสียจากเราเองที่ยอมเป็นเหยื่อของความผิดพลาดที่เกิดขึ้น และปิดบังความอ่อนแอของตัวเองไว้ด้วยการฝากความเลวความรับผิดชอบไว้ที่ใครอีกคน … (ผมเคยเห็นคนคนหนึ่งที่ถูกตีตราว่าเป็นคนเลว เป็นสามีที่เลว แต่เค้าก็ไม่เคยจากครอบครัวไปไหน และก็ยังดิ้นรนทำมาหากินอยู่ คนๆนั้นคือพ่อผมเอง) เมื่อไหร่ก็ตามที่มีคนทำไม่ดีกับเรา ผมขอให้นึกไว้เสมอๆครับว่า “No body perfect!” ถ้าไปกันไม่ได้ก็แยกย้าย ไม่เห็นต้องตีตราใครว่าดีหรือเลว เพราะคุณไม่รู้ได้แน่ชัดหรอกครับว่าคนๆนั้นเค้าเคยผ่านอะไรมา